Showing posts with label cisco. Show all posts
Showing posts with label cisco. Show all posts

25 April 2013

Spanning Tree Protocol part 3

Spanning Tree Protocol part 3

ตัวอย่างที่ 2

สรุปกระบวนการของ Spanning Tree Protocol ดังนี้

1. Selecting Root Bridge :  Bridge ID = Bridge Priority + Mac Address
1.1 Bridge Priority  เท่ากันทุกตัว Bridge ID Priority = Bridge Priority+VLANID
Bridge Priority= 32768 (2^15)
VLAN ID = 10
Bridge ID Priority  = 32768+10 = 32778
Note: STP ต่อ VLAN

1.2 Mac address 
090.2BD3.1E18< 00D0.BC1B.9B88 < 00D0.FFE3.5895
Root Bridge = 0090.2BD3.1E18 (Switch1) 

2. Selecting Root Port ( พอร์ตที่มีเส้นทางไปยังพอร์ต Root Bridge ที่มี Root path Cost น้อยที่สุด มีการกำหนดค่าตามมาตรฐานจาก IEEE )
ค่า Root Path Cost (Cumulative path cost)  คือผลร่วมจาก Root Bridge Port (Port เริ่มต้น มีค่าเป็น 0 เพราะต่อโดยตรงกับ Root Bridge) ไปถึง Port บน Switch นั้นๆ

บน Multilayer Switch0
พิจารณา Root Port  จาก Root Path Cost 
Gig0/1 มี Root Path Cost = 23
เส้นทาง = Fa0/24 บน Root Bridge (0) > Gig1/1 บน Switch0 (+19) > Gig0/1 บน Multilayer Switch0 (+4) = 23 (0+19+4)  
Gig0/2 มี Root Path Cost = 4
เส้นทาง =Gig1/1 บน Root Bridge (0) > Gig0/2 บน Multilayer Switch0 (+4) =4 (0+4) 

บน Switch0
พิจารณา Root Port  จาก Root Path Cost
Fa0/24 มี Root Path Cost  = 19
เส้นทาง = Fa0/24 บน Root Bridge (0) > Gig1/1 บน Switch0 (+19) =19 (0+19)   \
Gig1/1 มี Root Path Cost = 8
เส้นทาง = Gig1/1 บน Root Bridge (0) > Gig0/2 บน Multilayer Switch0 (+4) > Gig1/1 บน Switch0 (+4) = 8 (0+4+4) 

Root Port บน Multilayer Switch0 คือ Gig0/2 , บน Switch0 คือ Gig1/1 เพราะว่าค่า Cost ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ port ทั้งหมดบน Switch นั้นๆ


3. Selecting Designated Port แต่ละ Segment (การพิจารณาว่าพอร์ตไหนมี Root Path Cost ที่ดีกว่า เพราะว่าจะแสดงถึงความเร็วในการส่งข้อมูลมาถึง Root Bridge เมื่อเทียบกับพอร์ตอื่นๆ ใน Segment เดียวกัน  เพียง Port เดียวเท่านั้น )

Note: กรณีนี้มีการเชื่อมต่อของ Switch ที่มีทั้ง FastEthernet และ GigabitEthernet ซึ่งมีกฎเพิ่มเติมในการเลือก Designated Port อยู่ 2 อย่าง โดยจะต้องผ่านการเลือก Root Bridge และ Root Port มาก่อนแล้ว ดังนี้
     1. ถ้าหาก Segment หรือ Connection ระหว่าง Switch มี Port ที่ได้รับการเซตให้เป็น Designated Port อยู่แล้ว พอร์ตนั้นๆ จะทำหน้าที่เป็น Designated Port ไปเลยโดยไม่ต้องมีการแข่งขันกันกับพอร์ตของ Swtich ตัวอื่นๆ  เช่น พอร์ตบน Root Bridge ทุกพอร์ตจะถูกเซตให้เป็น Designated Port อยู่แล้ว โดยที่พอร์ตของ Switch ตัวอื่นบน Segment หรือ Connection นั้น จะไม่สามารถเป็น Designated Port โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็น Root Port อยู่ก่อน หรือ ถ้าไม่ได้เป็น Root Port ก็จะมีสถานะเป็น Blocking state
     2. บน Segment หรือ Connection ระหว่าง Switch 2 ตัว หากมีพอร์ตของ Switch ตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็น Root Port อยู่แล้ว พอร์ตของ Switch อีกตัวหนึ่งที่เหลือจะได้รับการเลือกให้เป็น Designated port โดยอัตโนมัติ
ซึ่งมาจากบทความ Spanning Tree Protocol ภาค 1 

บน Segment 1 : 
พอร์ตของ Root Bridge คือ พอร์ต Fa0/24 ทำหน้าที่เป็น Designated Port ของ Segment 1 โดยปกติอยู่แล้วทำให้  Port Connection พอร์ต Fa0/24 บน Switch0 ทำงานในสถานะ Blocking state ตามกฎข้อ 1
บน Segment 2 : 
พอร์ต  Gig1/1 บน Switch0 ทำหน้าที่เป็น Root Port อยู่แล้ว ซึ่งทำให้ Port Gig0/1 บน Multilayer Switch0 ที่เชื่อมต่ออยู่นั้นกลายเป็น Designated Port ของ Segment โดยปริยายตามกฎข้อ 2
Designated Port คือ 
Fa0/24 , Gig1/1 บน Root Bridge
Gig0/1 บน Multilayer Switch0



4. Selecting Blocking Port (เป็น Port ที่นอกเหนือจากการถูกเลือกให้เป็น Root Port และ Designated Port )
Fa0/24 บน Switch0 ทำงานในสถานะ Blocking state 

ถ้าต้องการศึกษา Configuration โหลดจากที่นี้ได้ครับ
Download File STP_Ex02.pkt

ผมใช้ Cisco Packet Tracer v5.3.3

Good lock ...... strumjub.

Spanning Tree Protocol part 2

Spanning Tree Protocol part 2

จากบทความที่แล้วเรากล่าวถึง ทฤษฎีบท แล้วจาก Spanning Tree Protocol ภาค 1 มาต่อกันเลยครับ

ตัวอย่างที่ 1

                 จากรูปโครงสร้างของ Network ที่เป็น Switch นะครับ

DP=Designated Port
RP = Root Port
กากบาท = BLK Port (Blocking State)

สรุปเป็นขั้นตอนดังนี้
 1. Selecting Root Bridge :  ( Bridge ID = Bridge Priority + Mac Address )
1.1 พิจาณา Bridge Priority หาค่าน้อยที่สุด ปรากฎว่าเท่ากันหมดทุกตัว
                                Bridge ID Priority = Bridge Priority+VLANID
Bridge Priority= 32768 ( by default )
VLANID = 1  ( ยังไม่มีการสร้าง VLAN เพิ่มเติม)
Bridge ID Priority  = 32768+1 = 32769
1.2 พิจารณา Mac address หาตัวที่น้อยสุด
                                0001.649C.E579 < 0001.969D.12BD < 0006.2AC2.C730
0001.649C.E579  (น้อยสุด) Mac address นี้ได้เป็น Root Bridge ครับ

2. Selecting Root Port ( พอร์ตที่มีเส้นทางไปยังพอร์ต Root Bridge ที่มี Root path Cost น้อยที่สุด มีการกำหนดค่าตามมาตรฐานจาก IEEE ถ้าจำไม่ได้ ก็ต้องกลับไปดู ที่บทความ Spanning Tree Protocol อีกรอบครับ  ) ค่า Root Path Cost (Cumulative path cost)  คือ ผลร่วมจาก Root Bridge Port (Port เริ่มต้น มีค่าเป็น 0 เพราะต่อโดยตรงกับ Root Bridge) ไปถึง Port บน Switch นั้นๆ ซึ่งจะได้ Root Port ดังนี้ครับ
Node01 Bridge ( Switch0 )   =  Fa0/1 ( Root Path Cost =0+19)
Node02 Bridge ( Switch1 )  =  Fa0/1 ( Root Path Cost =0+19)

3. Selecting Designated Port (การพิจารณาว่าพอร์ตไหนมี Root Path Cost ที่ดีกว่า เพราะว่าจะแสดงถึงความเร็วในการส่งข้อมูลมาถึง Root Bridge เมื่อเทียบกับพอร์ตอื่นๆ ใน Segment เดียวกัน  เพียง Port เดียวเท่านั้น )
Root Bridge ( Switch2 ) = Fa0/2 , Fa0/1
Node01 Bridge ( Switch0 )  =  Fa0/2
TIP : ถ้าฝั่งตรงข้ามเป็น Root Port แล้ว Port นั้นจะเป็น Designated Port เสมอ

4. Selecting Blocking Port  (เป็น Port ที่นอกเหนือจากการถูกเลือกให้เป็น Root Port และ Designated Port)
Node02 Bridge ( Switch1 )  =  Fa0/2 (เพราะไม่ได้ถูกเลือกให้เป็น Root Port และ Designated Port เลย)

จากนั้นมากดู คำสั่ง Show spanning-tree บน Switch แต่ล่ะตัวนะครับ
Root Bridge  ( Switch2 ) 
Switch#sh spanning-tree
VLAN0001
  Spanning tree enabled protocol ieee
                 ข้อมูของ Root Bridge
  Root ID    Priority    32769
              Address     0001.649C.E579
              This bridge is the root
              Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec

  Bridge ID  Priority    32769  (priority 32768 sys-id-ext 1)
              Address     0001.649C.E579
              Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec
              Aging Time  20

Interface        Role Sts Cost      Prio.Nbr Type
---------------- ---- --- --------- -------- --------------------------------
Fa0/2            Desg FWD 19        128.2    P2p
Fa0/1            Desg FWD 19        128.1    P2p

Multilayer Switch0 
Switch#show spanning-tree 
VLAN0001
  Spanning tree enabled protocol ieee
                ข้อมูของ Root Bridge
  Root ID    Priority    32769              
              Address     0001.649C.E579   
            Cost        19
            Port        1(FastEthernet0/1)
            Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec

                ข้อมูลของ ตัว Switch เอง
Bridge ID  Priority    32769  (priority 32768 sys-id-ext 1)
            Address     0001.969D.12BD      
            Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec
            Aging Time  20

Interface        Role Sts Cost      Prio.Nbr Type
---------------- ---- --- --------- -------- --------------------------------
Fa0/2            Desg FWD 19        128.2    P2p
Fa0/1            Root FWD 19        128.1    P2p


Multilayer Switch1  
Switch#sh spanning-tree 
VLAN0001
  Spanning tree enabled protocol ieee
                ข้อมูลของ Root Bridge
  Root ID    Priority    32769
              Address     0001.649C.E579
              Cost        19
              Port        1(FastEthernet0/1)
              Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec

                ข้อมูลของ ตัว Switch เอง
  Bridge ID  Priority    32769  (priority 32768 sys-id-ext 1)
              Address     0006.2AC2.C730
              Hello Time  2 sec  Max Age 20 sec  Forward Delay 15 sec
              Aging Time  20

Interface        Role Sts Cost      Prio.Nbr Type
---------------- ---- --- --------- -------- --------------------------------
Fa0/2            Altn BLK 19        128.2    P2p
Fa0/1            Root FWD 19        128.1    P2p

Role
Root = Root Port
Desg = Designated Port
Altn = Alternate ( รอการเป็น Root Port)

จากตัวอย่างที่ 1 น่าจะเริ่มมองเห็นชายฝั่งตะคุ่มๆ แล้วใช่ไหมครับ  ลองอีกสักตัวอย่างน่าจะเด่นชัดขึ้นนะ
ถ้าต้องการศึกษา Configuration โหลดจากที่นี้ได้ครับ
Download File STP_Ex01.pkt

ผมใช้ Cisco Packet Tracer v5.3.3

บทความต่อไป เป็นตัวย่างที่จะเห็นภาพชัดขึ้นครับ >> Spanning Tree Protocol part 3
Good lock ...... strumjub.

19 April 2013

How to Configure InterVLAN with Router (Route-on-Stick)

            ความเดิมตอนที่แล้ว ผมได้ทำการ Configure เรื่อง VTP ไว้แต่ปัญหาคือถ้าผมต้องการ ให้ VLAN ที่ได้ทำการสร้างขึ้นสามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้ระหว่าง VLAN 10 และ VLAN 20 ล่ะ จะทำยังไงดี ?
           ทางเลือกในการทำให้ VLAN สามารถติดต่อกันได้ มี 2 ทางเลือกครับ

           1. นำเอา L3 Switch มา Enable Feature Routing และสร้าง Virtual Interface ขึ้นมาแล้วกำหนด IP address ให้แต่ละ VLAN เพื่อทำให้เป็น Gateway ซะเลย ตามบทความนี้ครับ  How to configure InterVLAN with L3 Switch (Switched virtual interface:SVI) and VTP Option  ผมได้ผนวกเรื่อง VTP เข้าไปด้วยนะครับ

           2. เป็นสิ่งที่ผมจะกล่าวต่อจากนี้ คือการนำเอา Router มาทำหน้าที่ Route เส้นทาง VLAN ซึ่งจะทำให้ VLAN สามารถติดต่อกันได้ ดังนี้ครับ


การ Route โดยใช้ Router (External router) เรียกว่า Route-on-stick
เป็นการนำเอา Router มา Route traffic ระหว่าง VLAN โดยอาศัยการทำ Sub-interface ย่อยใน Router ซึ่งแต่ละ Sub-interface จะต้องกำหนด IP address ซึ่งทำการเหมือนกับ physical ปกติ ซึ่งส่วนมากจะใช้กับ Network ที่ไม่มี L3SW โดยที่ต้องมีการนำ Trunk port L2 Switch ต่อไปยัง Router ที่ทำหน้าที่ InterVLAN

สรุปง่ายๆ คือ
Interface ของ Router ที่ต่อเข้ากับ Trunk port L2 Switch จะต้องได้รับการแบ่งออกเป็น sub-Interface ย่อยๆ เพื่อรองรับ Traffic ในแต่ละ VLAN จากนั้นแต่ละ Sub-interface จะต้องกำหนดให้
มี Encapsulation ให้เป็น isl หรือ dot1q ให้ตรงกันกับ Encapsulation ของ Trunk port L2 Switch และสุดท้าย Ip address บน Sub-interface ต่างๆ ใน VLAN หนึ่งๆ จะเป็น Gateway ของ Client บน VLAN นั้นๆ

                ทดสอบทำการ config InterVLAN with Router / Route-on-stick   ซึ่งผมจะทำการต่อยอดจากงาน VTP Server โดยการทำให้บาง  VLAN สามารถเชื่อมต่อกันได้  บทความเดิมเรื่อง Virtual Trunking protocol (VTP)  





                บน Router ให้ Create Sub-interface on int f0/0 
Router(config)#interface FastEthernet 3/0
Router(config-if)#no shutdown
Router(config-if)#exit
Router(config)#interface FastEthernet 3/0.10
Router(config-subif)#encapsulation dot1Q 10
Router(config-subif)#ip address 192.168.10.254 255.255.255.0
Router(config-subif)#exit
Router(config)#interface FastEthernet 3/0.200
Router(config-subif)#encapsulation dot1Q 20
Router(config-subif)#ip address 192.168.10.254 255.255.255.0
Router(config-subif)#exit
Router#show ip interface brief
FastEthernet3/0        unassigned      YES unset  up                    up
FastEthernet3/0.10     192.168.10.254  YES manual up                    up
FastEthernet3/0.20     192.168.20.254  YES manual up                    up

บน Switch ที่เชื่อมต่อกับ Router อยู่
configure trunk port 
Switch(config)#interface fastEthernet 0/1
Switch(config-if)#switchport mode trunk 
Switch#sh int trunk 
Port        Mode         Encapsulation  Status        Native vlan
Fa0/1       on           802.1q         trunking      1
Gig1/1      on           802.1q         trunking      1
Gig1/2      on           802.1q         trunking      1
...........................
บน PC ทุกเครื่อง ต้องกำหนด ให้ Gateway เป็น IP address ของ Sub-interface แต่ล่ะ VLAN 
ตัวอย่างเช่น
PC2 อยู่ใน VLAN 10 ต้องกำหนด Default Gateway ไปที่ 192.168.10.254 


PC5 อยู่ใน VLAN 20 ต้องกำหนด Default Gateway ไปที่ 192.168.20.254


จากนั้นให้ทำการ ทดสอบ Ping จากเครื่อง PC2 ไป PC5 ก็จะสามารถติดต่อได้ 


ถ้าต้องการศึกษา Configuration โหลดจากที่นี้ได้ครับ
Download File Router-on-Stick.pkt

ผมใช้ Cisco Packet Tracer v5.3.3


Good luck ..... \m/..


Virtual Trunking protocol (VTP)


    เป็น Protocol ที่ช่วยในการบริหารจัดการ(เพิ่ม ลบ แก้ไข) VLAN โดยผ่าน Trunk port โดยเป็นลักษณะ Client-Server

TIP : ควรสร้าง VTP ก่อนการสร้าง VLAN และใน switch จะต้องมีการทำ Trunk port เพราะ vtp advertisement  ที่ส่งผ่าน Trunk port (port ที่ยอมให้ VLAN หลายๆ VLAN ผ่านได้ นอกจาก VLAN 1 หรือ Native VLAN)  ซึ่งจะไม่ได้จัดการ การ Mapping Interface port ใน Switch ว่าอยู่ใน VLAN ใดๆ ทางผู้ติดตั้งระบบจะต้อง Manual Configure เอง โดย VTP จะจัดการเฉพาะ VLAN ให้เท่านั้น

สิ่งที่ต้องรู้


1. VTP Domain คือ ชื่อกลุ่มของ vtp เพราะว่าในการสื้อสารหรือส่ง information กันได้จะต้องมีชื่อ vtp domain ที่ตรงกัน

2. VTP Mode 
2.1 VTP Server คือ เป็นตัวจัดการ VLAN ใน Domain นั้นๆ โดยจะมีกระบวนการ vtp advertisement ไปยัง vtp client ใน Domain เดียวกัน ผ่าน trunk port ซึ่งมี VTP Server มากกว่า 1 ได้.
2.2 VTP Client คือ เป็นตัวรับข้อมูล VLAN จาก VTP Server โดยจะคอยปรับปรุง VLAN ของตนให้เหมือนกันกับ VTP Server เสมอ
2.3 VTP Transparent คือ จะไม่มีการรับข้อมูล VLAN จาก VTP Server ใดๆ โดยผู้ติดตั้งระบบจะสามารถจัดการ VLAN ได้เอง ซึ่ง VTP version 1 จะไม่มีการส่งต่อ vtp advertisement ไปให้ Switch ตัวอื่นๆ ต่อ  แต่ VTP version 2 จะสามารถส่งต่อข้อมูล VLAN ให้ switch ตัวอื่นได้ ซึ่งควร มี Domain เดียวกัน

3. Configuration Revision Number
by Default จะมีค่าเท่ากับ 0 ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีการแก้ไข VLAN ค่านี้จะเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งการแก้ไขนั้นครวบคุมไม่ว่าจะเป็น การเพิ่ม ลบ หรือการเปลี่ยนชื่อ VLAN ก็ตาม ถือว่านับเป็น 1
เมื่อ Switch ได้รับ advertisement มาจาก Switch ตัวอื่นๆ สิ่งแรกที่ทำคือการตรวจสอบค่าของ Confiugration Revision number โดยการเปรียบเทียบว่ามีค่ามากกว่า ค่าของตัวเองหรือเปล่าถ้ามากกว่า
ก็จะทำการ update database VLAN แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะทำการ Drop กระบวนการ Update ทิ้ง

4. VTP Password
โดยปกติแล้วในการส่ง vtp advertisement ออกไปจะเป็นลักษณะ Clear text แต่เราสามารถทำการเพิ่มความปลอดภัยได้โดยการตั้งรหัสผ่าน ซึ่งใน Domain หนึ่งๆ จะต้องตั้ง vtp password ใน Switch เป็นตัวเดียวกันทั้งหมด

ลองมาทดสอบ config ง่ายๆ กันดูครับเพื่อความเข้าใจ






โดยสรุปขั้นตอนดังนี้

บน VTP Server (Switch0)
1. กำหนด Trunk port บน Switch 0 (VTP Server)
Switch0#conf t
Switch0(config)#interface range gigabitEthernet 0/1-2
Switch0(config-if)#switchport mode trunk
2. กำหนด VTP configuration
Switch0#vlan database
Switch0(vlan)#vtp server
Switch0(vlan)#vtp domain strumjub.blogspot.com
Switch0(vlan)#vtp password passw0rd
Switch0(vlan)#exit
ตรวจสอบ vtp configuration ค่าต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่
Switch#sh vtp status
Switch#sh vtp counter
3 สร้าง VLAN on VTP Server
Switch0(config)#vlan 10
Switch0(config-vlan)#name SALE
Switch0(config-vlan)#exit
Switch0(config)#vlan 20
Switch0(config-vlan)#name ENGINEER
Switch0(config-vlan)#exit
บน VTP Client (Switch1,Switch4)
1. กำหนด Trunk port
Switch#conf t
Switch(config)#interface range gigabitEthernet 0/1-2
Switch(config-if)#switchport mode trunk
2. กำหนด VTP configuration
Switch#vlan database
Switch(vlan)#vtp client
Switch(vlan)#vtp domain strumjub.blogspot.com
Switch(vlan)#vtp password passw0rd
Switch(vlan)#exit
3. mapping VLAN กับ access port
Switch(config)#int fa0/1
Switch(config-if)#switchport mode access
Switch(config-if)#switchport access vlan 10
Switch(config-if)#exit
Switch(config)#int fa0/2
Switch(config-if)#switchport mode access
Switch(config-if)#switchport access vlan 20
Switch(config-if)#exit
ตรวจสอบว่ามีการ mapping VLAN กับ Interface ถูกต้อง
Switch#sh vlan br
บน VTP Transparent (Switch3,Switch2)
1. กำหนด Trunk port บน
### Switch3 ###
Switch#conf t
Switch(config)#interface gigabitEthernet 0/1
Switch(config-if)#switchport mode trunk
Switch(config-if)#exit

### Switch 2 ###
Switch#conf t
Switch(config)#interface range gigabitEthernet 0/1-2
Switch(config-if)#switchport mode trunk
Switch(config-if)#exit
2. Create VLAN on switch 3 and switch2
Switch(config)#vlan 80
Switch(config-vlan)#name server
Switch(config-vlan)#exit
3. mapping VLAN กับ access port
Switch(config)#int fa0/1
Switch(config-if)#switchport mode access
Switch(config-if)#switchport access vlan 80
Switch(config-if)#exit
ตรวจสอบว่ามีการ mapping VLAN กับ Interface ถูกต้อง
Switch#sh vlan br

บน PC ทั้งหมด ให้ทำการกำหนด IP address ดังรูปข้างต้น ซึ่งในการทดสอบให้ทำการ Ping ไปยัง PC เครื่องที่อยู่ใน VLAN เดียวกัน โดยสังเกตว่าจะอยู่ Switch คนละตัวดังภาพด้านล่าง

ทำการ Ping จากเครื่อง PC0 (192.168.80.1) ไปยัง PC1(192.168.80.2) ซึ่งอยู่ใน VLAN 80 (SERVER)

 ทำการ Ping จากเครื่อง PC4 (192.168.20.1) ไปยัง PC5(192.168.20.2) ซึ่งอยู่ใน VLAN 80 (ENGINEER)

ถ้าต้องการศึกษา Configuration โหลดจากที่นี้ได้ครับ
Download File VTP.pkt

ผมใช้ Cisco Packet Tracer v5.3.3


Good luck ..... \m/..

How to configure InterVLAN with L3 Switch (Switched virtual interface:SVI) and VTP Option.


 SVI (Switched virtual interface)
การใช้ความสามารถ L3SW โดยการสร้าง Virtual Interface แบบพิเศษขึ้นมา ( คำสั่ง interface vlan <vlan number> ใน Global configuration)  เพื่อทำหน้าที่เป็น Gateway ให้กับเครื่องที่อยู่ใน Vlan นั้น interface สามารถถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหมายเลขของ Interface ตรงกับหมายเลข VLAN ที่ port นั้นเป็นสมาชิกอยู่ หลังจากที่มีการสร้าง virtual interface ขึ้นมาแล้วมันจะทำงานเหมือนกับ interface ของ Router จริงๆ และรองรับคำสั่งใน ลักษณะเดียวกัน by default virtaul ineterface ที่สร้างขึ้นมาจะมี status เป็น shutdown อยู่เราต้อง no shutdown เพื่อให้ทำงาน

ในการสร้าง L3SW ให้สามารถ Route traffic ระหว่าง VLAN 

1. สร้างหมายเลข VLAN ขึ้นมาบน SW (ใช้โปรโตคอล VTP)
1.1 Create Virtual Interface on L3SW 
Core-sw#config t 
Core-sw(config)#interface vlan10
Core-sw(config)#ip address 192.168.10.254 255.255.255.0
Core-sw(config)#no shutdown
Core-sw(config)#interface vlan20
Core-sw(config)#ip address 192.168.20.254 255.255.255.0
Core-sw(config)#no shutdown
Core-sw#sh ip int br
Virtual interface จะยังมี status down อยู่เพราะว่ายังไม่ได้สร้าง vlan 10,20 
1.2 Create VTP Server  L3SW(Core-sw)
Core-sw(config)#vtp domain eibot
Core-sw(config)#exit
Core-sw#vlan database
Core-sw(vlan)#vtp server
Core-sw(vlan)#exit
1.3 Create VLAN on L3SW
Core-sw(config)#vlan 10
Core-sw(config-vlan)#name SALE
Core-sw(config-vlan)#exit
Core-sw(config)#vlan 20
Core-sw(config-vlan)#name ENGINEER
Core-sw(config-vlan)#exit
1.4 Set Client to VTP Server L2SW (Access-sw)
Access-sw(config)#vtp domain eibot
Access-sw#vlan database
Access-sw(vlan)#vtp client
Access-sw(vlan)#exit
Access-sw#show vlan br

จะสังเกตเห็นว่ามี VLAN 10,20 อยู่บน sw1 และ sw2 ซึ่งในการเพิ่ม ลบ หรือแก้ไข จะต้องทำที่ VTP Server (core-sw) 

2. Set Trunk Port ระหว่าง sw1, sw2 และ L3SW
2.1 Trunk port sw1,sw2
Access-sw(config)#interface gigabitEthernet 1/1
Access-sw(config-if)#switchport mode trunk
2.2 Trunk port L3SW
Core-sw(config)#interface range gigabitEthernet 0/1-2
Core-sw(config-if-range)#switchport
Core-sw(config-if-range)#switchport trunk encapsulation dot1q
   Core-sw(config-if-range)#switchport mode trunk
Core-sw#show interfaces trunk 
3. Mapping VLAN 10,20 เข้ากับ port ที่ต้องการให้เป็นสมาชิกของ VLAN บน sw1 และ sw2
Access-sw(config)#int fa0/1
Access-sw(config-if)#switchport mode access 
Access-sw(config-if)#switchport access vlan 10
Access-sw(config-if)#exit
Access-sw(config)#int fa0/2
Access-sw(config-if)#switchport mode access 
Access-sw(config-if)#switchport access vlan 20
Access-sw(config-if)#exit

4. เมื่อทำตาม ข้อ 1-3 จะให้เครื่อง PC ที่อยู่ใน VLAN เดียวกัน สามารถเชื่อมต่อกันได้ แต่ไม่สามารถ เชื่อมต่อข้าม VLAN ได้ 


ดังนั้นจะต้อง ทำการ Enable Routing ใน L3SW โดย
Core-sw(config)#ip routing

หลังจากนั้นให้ทำการ ทดสอบด้วยการ ping ข้าม VLAN จะสามารถเชื่อมต่อได้


ถ้าต้องการศึกษา Configuration โหลดจากที่นี้ได้ครับ
Download File interVLAN&VTP.pkt

ผมใช้ Cisco Packet Tracer v5.3.3


Good luck ..... \m/..

13 December 2012

Collision Domain Basic


Collision Domain Knowledge
Collision Domain ---> การชนกัน (ตอบกำปันทุบนุ้นแล้วกัน ดินมันเจ็บ.....)

          ธรรมชาติของสัญญาไฟฟ้า จะเหมือนกันกับคลื่นน้ำ อย่างเช่นเรามีสายยางส่งน้ำที่ต่อไปยังต้นไม้ทุกๆ ต้นเราต้องการส่งน้ำไปเต็มสายยางให้ต้นไม้ต้นแรกถามว่าต้นไม้ต้นที่สอง สาม สี่จะได้รับน้ำไหม คำตอบคือได้รับครับ นั้นคือธรรมชาติของน้ำ




         Collision Domain คือการชนกันของสัญญาไฟฟ้า เวลาชนกันจะทำให้ Lan ใช้ไม่ได้ ณ ไมโครวินาทีนั้นๆ (อันนี้เป็นทางการนิดหนึ่งแต่ก็ไม่เข้าใจเท่าไรนัก!!)


เรามาขยายความกันต่อ....


ถ้าผมถามว่า Domain คืออะไร ตามเด็กไทยจะนังเฉยๆ เราเพื่อนตอบ เพื่อนมันก็คิดเหมือนคุณกันทั้งห้องครับ!!!!!!!!!!!!!!!!


             Domain คืออะไร มันก็คืออะไรก็ตามที่เหมือนๆกัน อย่างเช่น  Domain ของคนใส่เสื้อดีขาว , ใส่เสื้อสีฟ้า เป็นต้น แล้ว Collision Domain ล่ะ มันก็คือ ระบบที่เจอ Collision เดียวกัน หรือ Broadcast Domain คือ ระบบที่อยู่ภายใต้การ Broadcast เดียวกันนั้นหมายความว่าคนหนึ่งส่ง Broadcast แล้วอีกคนจะเจอ Broadcast ด้วย



               Collision Domain รูปแบบของระบบ LAN ที่เมื่อไรก็ตามที่คนๆ หนึ่ง ส่งข้อมูลมันจะกระจายไปถึงอีกคนอื่นๆ อย่างเช่น เครื่อง A ,B,C, D อยู่ในระบบ LAN(นึกถึง Lan ยุคเก่าๆ ที่ ใช้สายไฟฟ้าต่อกันตรงๆ หรือการต่อ Hub) เดียวกัน เมื่อ A ส่งข้อมูลหา B แล้ว D จะเห็นข้อมูลด้วย แล้วเหตุผลอะไร มันถึงเป็นเช่นนั้น???   ที่ D เห็นเพราะมันเป็นธรรมชาติ แล้วธรรมชาติยังไงล่ะ! ให้คุณลองคิดว่า สมมติว่าเรา เอาปลั๊ค 3 ตา มาสัก 6 อัน เอาตัวแรกไป เสียบจากเต้าจากฝาผนังที่บ้านแล้วเอาตู้เย็น พัดลมเสียบ จากนั้นเอาปลั๊ค ส่วนที่เหลือนั้นมา เสียบต่อไป กันไปเช่นเดียวกันหมด จากนั้นถ้าคนลอง เอา นิ้วแย่เต้าปลั๊คตัวที่ 6 ที่ต่อๆ เรียงกันมาแล้ว มันจะไฟดูดคุณถูกไหม? นั้นคือธรรมชาติของการสัญญาไฟฟ้า กรณีนี้ก็เช่นกันครับ การที่เราจะสามารถเข้าใจ Network ได้คุณจะต้องเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาติของ Network เป็นต้น ซึ่ง ธรรมชาติของไฟฟ้า ทำให้เกิด Collision เพราะว่าการที่เรา ส่งข้อมูล A--->B มันเป็นรูปแบบของการส่งสัญญาไฟฟ้า ซึ่งสัญญาไฟฟ้าโดยธรรมชาติของมันจะกระจายไปทั้งหมดไปหา C,D ด้วย



                  การเกิด Collision Domain เหตุอย่างเช่นว่า A ส่งข้อมูล Hello World หา B โดยข้อมูลจะถูกแปลงเป็นสัญญาไฟ้ฟ้า 0 V,5 V หรือ 0,1 ขึ้นๆ ลงๆ ประมาณนั้น ในบ้างจังหวะมีการชนกันของ สัญญาไฟฟ้าที่เป็น 1 กับ 1 หรืออื่นๆ เนี้ย ทำให้เกิดการ แจมกันขึ้น อย่างเช่น  1  กับ 1  เกิดการชนกัน จะถูกยกระดับเป็น 2 Volt หรือ 1 กับ 0 กลายเป็น 0.5 V เป็นต้น แล้วกันจะตีความข้อมูลยังไงล่ะ!!!! นั้นคือสาเหตุจริงๆ ของการที่เราทำไมถึงกลัวการเกิด Collision Domain กันนักกันหนานะครับ ทำไมถึงกลัวล่ะเพราะว่าการเกิดการ Collision ทำให้เกิดการตีความข้อมูลไม่ออก ก็จะมีกระบวนหยุดส่งซะก่อน!!หรือที่เรียกกันว่า Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection  เกิดขึ้นแล้วยังไงล่ะ การบวนการนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำการ Detection ว่ามีการเกิด collision ไหม ถ้าเกิดจะทำการหยุดส่งซะก่อน นั้นคือ ทุกครั้งที่มีการส่งข้อมูลออกไปมันจะต้องอ่านข้อมูลกลับมาด้วยว่าตรงกันที่มันส่งหรือเปล่า ถ้าไม่ตรงแสดงว่าการเกิดมั่วขึ้น ถ้าเกิดการมั่วขึ้นมันจะรู้ได้ทันทีเลยว่าข้อมูลมีการชนกันเกิดขึ้น แล้วทำไงก็หยุดส่งทันที วิธีการหยุดส่งคือถือ นาฬิกาของตัวเองแล้วทำการ Random (พี่สุ่ม วง clash) ตัวเลขขึ้นค่าหนึ่งๆ แล้วการทำจับเวลา อย่างเช่น สุ่มได้ 9 วินาที แล้วทำการ Count Down (นับถอยหลัง) จนถึง 0 วินาทีแล้วทำการส่งข้อมูลอีกครั้ง  นั้นคือทุกคนที่เป็นผู้ส่งที่อยู่ในวง LAN เดียวกันถ้าเกิด Detection เจอการชนกันเกิดขึ้นทุกคนจะต้องหยิบนาฬิกาขึ้นมา Random แล้วทำการนับถอยหลังแล้วส่งข้อมูลออกจากหลังจากนับได้ 0 นั้นแสดงว่าจะมีคนเดียวเท่าถึง 0 เร็วกว่าเพื่อนๆ ก็จะส่งก่อน นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาของ LAN



                   แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection ในกรณีที่เครื่องในวง Lan เยอะๆ ทุกคนแย่งกันใช้ เมื่อมีการชนกันเกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องหยิบนาฬิกาขึ้นมาเพื่อจับเวลา แล้วแย่งกันนับถอยหลังเพื่อให้เป็นผู้ชนะแล้วจะได้ส่งก่อนทำให้ ช่วงเวลาในการนับถอยหลังวง Lan ไม่ได้เกิดการใช้งานหรือว่างนั้นเอง จะทำให้เราเห็นว่า  เมื่อมีคนใช้งานในวง Lan มากขึ้นไปเรื่อยๆ กราฟ Utilisation (ค่าตัวเลขที่ใช้แสดงการทำงาน) จะขึ้นถึงจุดหนึ่งแล้วเมื่อมีการชนกัน เส้นกราฟก็จะตกลงมา ซึ่งเกิดจากการรอกันมากขึ้น ถนน LAN ก็จะว่างเยอะขึ้น จากเหตุการนี้ ทำให้รู้ว่า LAN วงๆ หนึ่งควรจะมีเครื่องในวง เราถึงจะเหมาะสม ซึ่งมาจาก กราฟ  Utilisation ซึ่งเราต้องคำนึงถึงการจำกัดจำนวนเครื่องโดยการวิเคราะห์ว่า LAN วงนี้นะ ใช้ IP ถ้ามีการชนกัน ขนาดเท่านี้ ควรจะมีเครื่องในวง LAN เท่ากับเท่าไร  ซึ่งถามว่าเราใช้เกินที่จำกัดได้ไหม คำตอบคือได้ครับ ไม่ผลต่ออุปกรณ์ต่อจะทำให้การส่งข้อมูลมีความช้าครับ มันเป็นทีมาของคำว่า ตัวเลข Recommendation นั้นเองครับ


สรุป คือ ธรรมชาติของการนำไฟฟ้า เท่ากับ ธรรมชาติของ Collision Domain

11 April 2011

How to install minicom and enable USB-Serial Port adapter (RS-232) connect Console port in Linux Ubuntu

        เรื่องมีเกิดขึ้น เมื่ออยาก config router Cisco ครับ แต่ผมดันใช้ Windows 7 64bit  ^__^! กำ!! แหละดันหา driver 64bit ไอ้เจ้าตัว USB-to-Serial Port Adapter ไม่ได้นั้นซิ อือๆๆๆ ..... (ยากนั้นเอง)


แต่ผมยังมีตัวช่วยอีกตัว คือ Linux Ubuntu 10.04.2 64bit  เลยเกิด สมองสว่าง!! ปิ๊งๆๆๆ  ^0^
ใช้ Linux ในการ Config Router Cisco ดีกว่า เพราะว่าตอนเรียนเราก็เคยใช้ Linux mint นี้น่า....หวานเลยครับ.....

Step1: ให้ทำการ Enable USB-to-Serial Port ใน Ubuntu ก่อนนะครับ   เริ่มกันเลยดีกว่า ....--->>
           (อย่า!! พึ่งเสียบสาย USB นะครับ)


           >> เปิด Terminal ขึ้นมาครับผม  หรือกดปุ่ม Ctrl+Alt+T


               >> จากนั้น  ให้ พิมพ์ คำสั่ง  sudo  lsusb   แล้ว Enter  ให้สังเกตผลลัพทธ์  ตัวอย่างเช่น

                       Bus 001 Device 001: ID 0000:0000
                             Bus 002 Device 007: ID 03f0:4f11 Hewlett-Packard
                             Bus 002 Device 006: ID 05e3:1205 Genesys Logic, Inc. Afilias Optical Mouse H3003
                             Bus 002 Device 004: ID 15d9:0a33  Logitec-mouse ......


                       (จากนั้นให้ ทำการเสียบ USB เข้าเครื่องเรา แล้วใช้คำสั่ง sudo lsusb อีกครั้ง แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลง)

                   ตัวอย่างเช่น   

                        Bus 001 Device 001: ID 0000:0000
                              Bus 002 Device 007: ID 03f0:4f11 Hewlett-Packard
                              Bus 002 Device 003: ID 018a:3754 Unknow deive (เนี้ยแหละครับตัว USB ที่เสียบ)****                                             
                              Bus 002 Device 006: ID 05e3:1205 Genesys Logic, Inc. Afilias Optical Mouse H3003
                              Bus 002 Device 004: ID 15d9:0a33  Logitec-mouse ......


                  หมายเหตุ: ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้คำสั่งครั้งที่สองให้ทำการ Check ที่ Hardware USB-to-Serial นะครับ ว่าเสียหรอเปล่า....T___T!

              >>  ทำการ Enable UsbSerial โดยใช้คำสั่ง 
               
                             sudo modprobe usbserial vendor=0x018a product=0x3754   

              >> เมื่อใช้คำสั่ง Enable แล้วให้ทำการตรวจสอบว่า มี Serial Port device ใหม่ หรือเปล่า
                    
                    โดยใช้คำสั่ง  sudo  dmesg  |  grep ttyUSB   
                                        
                     เช่น   
                                usbserial_generic 1-1:1.0: generic converter detected
                                        usb 1-1: generic converter now attached to ttyUSB0 (ตรงเนี้ยแหละครับ)*****
                                        usbcore: registered new interface driver usbserial_generic



Step2:  เมื่อผ่านขั้นแรกมา ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วแหละ :D อิอิ  ขั้นตอนต่อไป ก็ติดตั้งโปรแกรม Minicom ซะที

                 >> ทำการ Install minicom on Ubuntu โดยใช้คำสั่ง 
                       
                                     sudo  apt-get install minicom
                 
                 >> เมื่อติดตั้งเสร็จ ก็ทำการ Set ค่าใน minicom ก่อนนะครับ โดยใช้คำสั่ง

                                     sudo minicom -s



                      >> ให้ทำการ set ค่า โดยอันดับแรกไปที่ serial port  setup โดยกำหนดค่าดังนี้
                           
                             
                                เมื่อเข้ามาใน mode กำหนดค่า serial port setup แล้วทำการตั้งค่าตามนี้

                        กด  A แล้วทำการแก้ เป็น /dev/ttyUSB0 (ค่านี้ดูจาก dmesg | grep ttyUSB)
                    
                        กด  E  แล้วทำการแก้ให้เป็น 9600 8N1

                       กด  F  แล้วค่าจะเปลี่ยนจาก Yes  เป็น  No
                    
                       เมื่อ set ค่าต่างๆ เสร็จ ให้ออกจาก mode serial port setup

             >> ให้ทำการ   Save setup as df1  เสร็จแล้วออกจาก การตั้งค่าโดย Exit from Minicom

Step3: เหนื่อยนิดๆๆ แล้วแหละ!! กว่าจะเสร็จ ^^!  555+  จากการตั้งค่าเสร็จเราสามารถ
            
                ที่จะใช้ minicom ในการเข้าไป Config  อุปกรณ์ต่างๆ ของ Cisco ได้แหละ.....เย้!!!

                คำสั่งเรียกโปรแกรม minicom โดย :    
              
                                                       sudo  minicom  
                               
ขอให้สนุกในการ ทำงานนะครับ สู้ๆๆๆ ^^  ไปนอนแหละ พรุ่งนี้ฝึกงานอึก นอนดึกเลยวันนี้ ..... :-)